ไม่ต้องท้าวความตอนเดิมหล่ะนะ ต่อเลยละกัน  หลังจากที่พิจารณาข้อเสนอของผู้หญิงคนนั้นแล้ว ก็เลยตัดสินใจลองทำธุรกิจกับเค้าสักครั้ง ก็เลยนัดวันกัน ให้ไปเจอที่ตลาดนัดแห่งหนึ่งแถว ๆ อโศก โดยมีลูกค้าเป็นพนักงานออฟฟิศ ซึ่งยอดขายปกติของเราก็ยังไม่ค่อยดีเท่าไหร่หรอก เพราะเพิ่งเริ่มไปขายไม่เท่าไหร่ แต่เราก็ต่อล๊อคไว้จนได้ขายอาทิตย์ละ 1 วันแล้ว ประเด็นนี้ไว้จะเล่าให้ฟังวันหลังแล้วกัน   

ผู้หญิงคนนั้นก็มาตามนัดจริง ๆ พร้อมสินค้า เป็นกาแฟและเครื่องดื่มผงลดน้ำหนักจำนวน 3 ลัง พร้อมอูปกรณ์การขาย และตัวอย่างชมชิม ซึ่งในเวลาที่ขายเค้าก็พยายามเรียกลูกค้ามาลองชิมดู โดยที่เราเองก็ยืนดูเค้าสาธิตการขายอยู่ใกล้ ๆ ปรากฏว่ามีแต่คนชิมแต่ไม่มีใครซื้อเลยสักกล่อง ในใจเราก็อดคิดไม่ได้ว่า ไม่เห็นขายดีจริงอย่างที่บอกเลยวุ้ย ! ชักยังไงแล้ว นิ  แต่เค้ากับโยนกลองว่าเป็นเพราะตลาดเน่า * คนแถวนี้ไม่มีกำลังซื้อ และ บร่า ๆๆๆ ไปเรื่อย และระหว่างนั้นก็จะมีโทรศัพท์เข้ามาหาเค้าเรื่อย ๆ แบบว่า สั่งซื้อของหน่ะ เค้าก็ว่าเดี๋ยว ๆ ไปส่งให้ เป็นชุด ๆ แล้วก็หันมาบอกเราว่า นี่ วันนี้เราโชคดี ว่ามีคนสั่งซื้อเป็นชุด โดยเค้าจะเอาสินค้าที่เราลงทุนไปส่งให้แล้วกัน แล้วจะโอนเงินให้เรียบร้อยตามเบอร์บัชญีที่เราให้ไว้  ซึ่งแรก ๆ เค้าก็โอนมาให้นะ ตรงเวลาเกือบทุกครั้ง 

ซึ่งเราเองก็รู้สึกไม่ปลอดโปร่งใจอยู่ตลอดเวลาที่อยู่ใกล้เค้า มันเหมือนมีลางบอกเหตุนะ ว่าเค้าไม่ค่อยน่าไว้ใจเท่าไหร่  แต่ไม่เคยพูดตรง ๆ เราก็เลยเลียบ ๆ เคียงๆ คุยกับคนขับรถเค้าว่า ตอนนี้มีลูกทีมขายแบบนี้กี่คนแล้ว แต่ละคนอยู่โซนไหนบ้าง ซึ่งเค้าก็เล่าว่าตอนนี้ที่ทำแบบเราที่จริงจังและทำก่อนเรามาหลายเดือน มีอยู่ 2 คน เราเป็นคนที่สามของสายนี้ และพยายามกระตุ้นเราว่า  เราต้องกล้านำเสนอสินค้านะถึงจะขายดีเหมือน 2 คนนั้น เราก็เลยพยายามหาทางพูดจาหว่านล้อมคนขับรถว่าเราอยากเจอ เพื่อนร่วมทีม จะได้ไปศึกษาเทคนิคการขายของเค้าว่าเค้าทำกันยังไงถึงได้ประสบความสำเร็จ

จนวันหนึ่งเราก็เลยได้ไปเจอกับเหยื่อรายแรกของเค้า ซึ่งเธอคนนี้ต่อมากลายเป็นเพื่อนร่วมชะตากรรมและเพื่อนร่วมอาชีพเราไปในที่สุด  ก็ได้พบและได้เห็นเค้าทำการขายสินค้าอยู่จริง โดยเค้าขายอยู่ย่านอโศกที่เราเคยไปขายครั้งแรกแต่คนละฝั่งกันเท่านั้น เราก็เลยเค้าไปคุย กับ เธอคนนั้น สมมุติว่าชื่อ รุ้ง แล้วกัน รุ้งเป็นคนพูดจาเก่งมาก อ้อนเก่ง ชวนซื้อ เราก็เลยถามว่าทำนานหรือยัง รุ้งก็บอกว่าหลายเดือนแล้ว ยอดขายก็โอเคนะ เพราะรุ้งมีขายส่งเยอะ เป็นสิบ ๆ ลังได้มั้ง โดยที่ 18 มงกุฏ ซึ่งต่อไปเราขอเรียกว่า ยายอ้วนดำแล้วกัน เป็นผู้ดูแลขายส่งให้เหมือนกัน เราก็เลยสบายใจไปหน่อย ว่าเออ มีคนทำจริง ๆ   

แต่อีกใจก็อดคิดไม่ได้ว่า ไอ้อาหารเสริมยี่ห้อนี้มันขายดีจริง ๆ หรือ ฟร่ะ มียอดขายส่งเยอะขนาดนั้นเชียวทั้ง ๆ ที่ตลาดขายปลีกไม่ยักมีคนนำมาขายเลย  แต่ว่าตลอดเวลาที่ทำธุรกิจกับเค้าลึก ๆ แล้วเราก็ไม่ค่อยไว้ใจเค้าเท่าไหร่นะ ถึงจะได้เงินโอนมาก็เหอะ เพราะว่า หลังจากที่โอนมาครบยอดที่เราลงทุนไปแล้ว เค้าจะหาเหตุผลมาดึงเงินกลับไปจากเรา โดยจะบอกว่า ตอนนี้เรามีขายส่งเพิ่มขึ้นจากเดิมแล้วนะ จาก 3 ลังที่ขายปลีก เราต้องสต๊อคของไว้อีก 3 ลัง ไว้สำหรับขายส่งด้วย

โดยเค้ามักจะอ้างว่า เนี่ยเค้าช่วยเรามากกว่าลูกทีมคนอื่น ๆ เลยนะ เพราะเค้าสงสารมั่งเรานะ หรือบางทีก็พูดประมาณว่า เราพูดง่ายไม่เรื่องมาก ไม่เขี้ยวแบบคนอื่น ๆ เลยอยากสนับสนุน ตลอดเวลาเค้าพยายามหาเหตุผลมาหว่านล้อมต่างๆ นานา เพื่อดึงเงินออกไปจากเราให้มากที่สุด หรือ บางทีก็อ้างว่า เนื่องจากโรงงานส่งของให้อาทิตย์ละครั้งเท่านั้น เราต้องสั่งของล่วงหน้า ต้องจ่ายค่าของก่อนไม่งั้นทางโรงงานไม่ส่งของมาให้  มันทำให้เราต้องโอนเงินค่าของมากกว่าจำนวนเงินที่เราได้รับมาทั้งอาทิตย์อีกด้วย ซึ่งมักเป็นอย่างนี้เสมอ แบบว่า โอนให้ 7000 บาทต่อ อาทิตย์ แต่เราต้องโอนกลับไปสองเท่า หรือ 14000 บาท ตลอดเวลา หรืออย่างน้อยก็ต้องเท่าที่เค้าโอนมาให้อะไรแบบนั้นแหล่ะ 

โชคยังดีอยู่หน่อยที่เราไม่มีเงินทุนเป็นก้อน ๆ ทำให้เราพลัดผ่อนเค้าไปว่า เราขอเพิ่มของที่ละลังแล้วกัน โดย ค่อย ๆ เพิ่มขายส่งไปทีละหน่อย ๆ ไม่บ้าจี้ตามเค้าที่ให้เราซื้อของที่ละ 3, 5, 7, 10 ลัง ประกอบกับเราไม่เชื่อใจเค้า 100 เปอร์เซ็นด้วยทำให้เราไม่โหมหาเงินไปทุ่มมากขนาดนั้น ซึ่งพฤติกรรมของคน ๆ นี้ เค้าก็จะคอยมาบอกว่า ตอนนี้ลูกทีมเริ่มเยอะแล้ว มีลูกทีมทางโน้นมั้งทางนี้มั่ง แล้วในขณะเดียวกันเค้าก็พยายามกันไม่ให้เราไปเจอกับคนอื่น ๆ โดยพยายามพูดว่าคนโน้นไม่ดีแบบนี้ คนนั้นไม่ดีแบบนั้นสารพัด จะหาเหตุมาว่าทำให้พวกเรารู้สึกไม่ค่อยอยากเจอกันเท่าไหร่  

ในขณะที่พวกเราก็ต้องไปขายตามตลาดที่เค้าหาไว้ให้ตลอดเลยนะ บางวันก็ดีบางวันก็ไม่ดี จนมีอยู่ช่วงหนึ่งเราท้องแล้วก็แท้งในเวลาต่อมาเค้าก็เลยมีข้ออ้างใหม่ว่า เค้าจะจ้างพนักงานมากช่วยขายแทนเราเค้าจะรับผิดชอบจัดลงให้เอง สินค้าที่ไปขายก็เป็นของเรา ขายได้เท่าไหร่ เราก็รับไปเหมือนเดิม ดูเผิน ๆ เหมือนจะโอเคนะ แต่พอเอาเข้าจริง ๆ ปรากฏว่า ขายไปขายมา ต้องโอนเงินค่าขายของรายวันให้เค้าหมดเลยเค้าสั่งเด็กมาว่าให้เอาเงินขายแต่ละวันไปให้เค้าก่อนแล้วเค้าจะโอนกลับมาให้เอง ซึ่งแรก ๆ ก็ยังได้บ้าง พอไป ๆ มา ๆ เริ่มโอนไม่ตรงตามนัดแล้ว ถามไปก็บอกว่าขาดทุน เรื่องพนักงานค่าใช้จ่ายเยอะ ค่าที่เช่าตลาดนัด ค่ารถ ค่าน้ำมัน ค่าสารพัด เค้ารับผิดชอบคนเดียว โหยหมุนเงินไม่ทัน หลัง ๆ อ้างว่า ลูกทีมไม่จ่ายเงินบ้างหล่ะ เช็ดเด้งมั่งหล่ะ สินค้าที่ให้เราขายก็เริ่มน้อย ๆ ลง ทางโรงงานโกงเงินเค้ามั่งหล่ะ แทงข้างหลังมั่งหล่ะ สารพัดจะหาเหตุผลมาอ้าง เงินก็ไม่โอนของก็เริ่มไม่ค่อยมีเท่าไหร่  เราก็ชักใจไม่ค่อยดีเริ่มรู้สึกว่ากลิ่นทะเม่ง ๆ แล้ว คิดไปคิดมาว่าโดนแน่แล้วเรา  ไอ้ครั้นจะไปปรึกษา รุ้งก็กลัวว่ารุ้งจะไม่เชื่อ เพราะเราโทรคุยกับรุ้ง เค้าก็บอกว่าเค้ายังได้เงินโอนอยู่ จนบางทีเราก็อดรู้สึกไม่ได้ว่า รุ้งรู้เห็นไปด้วยหรือว่า จนในที่สุด..... (จะเกิดอะไรขึ้น)  ติดตามตอนที่ 3 นะจ๊ะ เรื่องใกล้จบแล้ว อีกอาทิตย์หนึ่งมาต่อกัน   

คำศัพท์แม่ค้า * ตลาดเน่า สำหรับแม่ค้าแล้ว คือตลาดที่ลูกค้าไม่มีกำลังซื้อ ไม่น่าเข้าไปขายของอีกแล้ว

edit @ 14 Sep 2009 11:12:39 by แม่ค้าจ๊ะจ๋า

edit @ 14 Sep 2009 11:18:35 by แม่ค้าจ๊ะจ๋า

where are you now

posted on 11 Sep 2009 10:11 by sundaygirl

ระหว่างรออ่านเรื่องของแม่ค้าจ๊ะจ๋าตอนใหม่ ระหว่างนี้เอาเพลงน่ารัก ๆ มาฝากก่อน คิดถึงก็แวะมาฟังเพลงไป

ก่อนนะจ๊ะ แล้วจะส่งตอนใหม่มาอ่านให้ อีกไม่นาน พอดีช่วงนี้ยุ่ง ๆ นิดหน่อย มีเรื่องไม่เป็นเรื่องให้ทำเยอะ

ฟังเพลงก่อนละกันน๊า มี mv ด้วย ชอบมากเลย

 

http://video.sanook.com/MV_WHERE_ARE_YOU_NOW_-_BANDSLAM-401420-player.html

edit @ 11 Sep 2009 10:26:56 by แม่ค้าจ๊ะจ๋า

edit @ 11 Sep 2009 10:31:47 by แม่ค้าจ๊ะจ๋า

 

หลังจากที่ทำใจกล้าลบความอายออกไปแล้ว ก็ได้เริ่มต้นตระเวนขายของตามตลาดนัดต่าง ๆ เท่าที่ในระยะเริ่มต้นจะหาได้ ผลการได้เหรอ แรก ๆ บางวันขายแล้วหักกำไรแค่พอค่ารถ-ค่าที่-ค่ากินเท่านั้น ยังไม่เหลือเก็บเลย บอกตรง ๆ แต่ก็ไม่ท้อนะ เพราะก็ทำใจแล้วว่าเราเป็นแม่ค้าใหม่ยังไม่มีใครรู้จัก ลูกค้าประจำก็ไม่มี แล้วก็ยังไม่รู้ว่าสินค้าที่ขายมันถูกตลาดหรือเปล่าด้วย กำลังใจยังดีอยู่ในตอนนี้

 ในขณะเดียวกันก็ต้องช่วยพี่สาวดูแลร้านขายเครื่องสำอางค์อาหารเสริมด้วยในเวลาเดียวกัน ยอดที่ร้านเองก็ไม่ค่อยดีเท่าไหร่เหมือนกัน เป็นเพราะเศรษฐกิจที่ไม่ค่อยจะดีเท่าไหร่แล้วในช่วงนั้น คนเลยประหยัดกันมากขึ้นประกอบกับที่ร้านเองก็ขายสินค้าไม่ค่อยหลากหลายเท่าไหร่ มีเครื่องสำอางค์สมุนไพรกับกาแฟลดน้ำหนักเพียงไม่กี่ยี่ห้อ เลยทำให้สู้ร้านข้าง ๆ ไม่ได้ ซึ่งเค้ามีสินค้าที่หลากหลายกว่า ซึ่งก็ทำให้เรามานั่งวิเคราะห์ว่าจะต้องหารสินค้ามาเพิ่มให้มีความหลากหลายมากขึ้นอีก

หลังจากที่พิจารณาถึงสาเหตุที่ทำให้ยอดขายที่ร้านไม่คอยดีแล้ว ก็เลยเริ่มคิดว่าต้องหาสินค้ามาลงให้หลากหลายขึ้นอีกสักหน่อย ก็เลยไปซื้อนิตยสารพวกส่งเสริมอาชีพฯ มาอ่านก็เลยไปเจอกับโฆษณากาแฟลดน้ำหนักยี่ห้อใหม่ เพิ่งเปิดตัว ดูน่าสนใจดี ราคาและเงื่อนไขก็ดูดี เลยใจโทรไปสอบถามข้อมูลกับทางบริษัทดู เค้าก็ให้ข้อมูลและเงื่อนไขมาน่าสนใจในระดับหนึ่ง ก็เลยมาปรึกษาพี่สาวซึ่งเป็นเจ้าของร้าน ระหว่างนั้นก็กำลังคิด ๆ กันอยู่นะ ว่าควรจะลงหรือไม่ลงดี เพราะเงื่อนไขของเค้าถ้าลงต้องยก 3ลัง ซึ่งก็ต้องใช้เงินสองหมื่นกว่าบาทเหมือน แต่ก็แลกกับการลงโฆษณาร้านในหนังสือด้วย แบบลงชื่อตัวแทนจำหน่ายในหน้าโฆษณา  

ซึ่งขณะที่เราอยู่ระหว่างพิจารณารายละเอียดต่าง ๆ อยู่นั้น วันหนึ่งก็มีผู้หญิงคนหนึ่งโทรมาหาเรา แนะนำตัวเองว่าเค้าเป็นผู้จัดการเขตการเขตกรุงเทพฯ ของขายกาแฟยี่ห้อนี้  แล้วบอกว่าทางบริษัทส่งชื่อและเบอร์โทรเรามาให้ (ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรเพราะระบบการขายสินค้าพวกนี้จะจัดให้มีผู้จัดการเขตในการขายอยู่แล้ว ที่จะรับผิดชอบในการกระจายสินค้าและส่งเสริมการขายให้บริษัท) ซึ่งนี่แหละเป็นจุดกำเนิดที่ทำให้เราต้องมาพานพบกับ 18 มงกุฏตัวแม่  เพื่อเป็นการไม่เสียเวลามาติดตามกันต่อเลยดีกว่า  ..

 

เราก็เลยคุยกับเค้าว่าตามเงื่อนไขของบริษัทนั้น เราค่อนข้างหนักใจอยู่นะ เพราะต้องรับภาระเยอะเหมือนกัน เค้าก็เลยเสนอเงื่อนไขไหมว่า ให้เราสั่ง 3 ลัง แล้วเค้าจะจัดทีมงานพาเราไปออกบุ๊ทขายกาแฟตัวนี้ตามตลาดนัดต่าง ๆ ทุกวันเลย พร้อมกับมีขายส่งให้ด้วย ซึ่งเค้าในฐานะที่เป็นผู้จัดการเชตเค้าจะดูแลให้เอง ซึ่งเค้ารับปากว่าตอนนี้มีคนสนใจกาแฟตัวนี้ค่อนข้างเยอะเหมือนกันเพราะตอนนั้นกาแฟตัวนี้ได้ลงโฆษณามาแล้วระยะหนึ่ง มีคนโทรเข้ามาทุกวัน มีทั้งซื้อปลีกและส่ง ซึ่งเค้าบอกว่าตอนนี้มีลูกค้าติดต่อมาทุกวัน เค้าเลยจะช่วยขายส่งให้ด้วย ในตอนแรก ๆ เราเองก็ไม่อยากจะเชื่อหรอกนะ ว่าแหมอะไรจะดีปานนั้น เราก็เลยยังไม่ตัดสินใจ  เพราะมันดูดีเกินไปหน่อย แล้วอีกอย่างการแต่งตัวของเค้ามันก็ไม่น่าเชื่อถือเท่าไหร่ คือแบบว่าผู้จัดการเขตเป็น ผู้หญิงวัยประมาณ 50 กว่า ๆ อ้วนดำแต่งหน้าเหมือนเล่นละคร แต่งกายแบบคาวบอยหลงยุค บุคลิกดูคล้าย ๆ นักเลงมากกว่านักการตลาด พูดจาเสียงดังลั่น แต่มีวาทะศิลป์ในการเจรจาดี สามารถทำให้คนเชื่อถือได้  เพราะระหว่างคุยมีการยกเคสตัวอย่างมาประกอบหลายคน ซึ่งบอกตรง ๆ ว่าตอนนั้นใจลึกๆ แล้วเราไม่ค่อยเชื่อถือเท่าไหร่  แต่เค้าก็ยังโทรมาตื้ออีกนะแถมข้อเสนอว่าจัดรถมารับส่งให้เลย ขายได้เท่าไหร่เราก็เอาเงินสดกลับบ้านไปเลย มีฝึกการขายให้ 2 อาทิตย์ แล้วหลังจากนั้นจะจัดรถรับส่งสินค้าให้ทุกวัน เรามีหน้าที่แค่ไปขายและสั่งของจากบริษัทเท่านั้น ฟังแล้วเคลิ้มเลย แถมยังหาตลาดนัดให้อีก ขายส่งก็จัดการส่งของให้แล้วโอนเงินผ่านธนาคารทุกวัน แหม ๆ ฟังแล้วดีจัง...  

เราก็เลยมานั่งคิดอยู่ว่า เออ อันที่จริงตัวเราเองก็ยังรู้จักตลาดนัดแค่ไม่กี่แห่งเอง เพื่อนฝูงในวงการตลาดนัดก็ไม่มีซะด้วยเพราะเป็นแม่ค้าหน้าใหม่ ไม่ค่อยมีใครรู้จักเค้าก็จะไม่ค่อยช่วยเหลือเท่าไหร่ แล้วอีกอย่างเราก็ไม่มีรถด้วยจะไปขายของทีต้องหอบของขึ้นรถตู้มั่งรถเมล์มั่ง รถไฟฟ้ามั่ง ของก็หนัก กระเป๋าก็ใบใหญ่ ๆ เกะกะชาวบ้านเค้า ข้อเสนอของเค้าเลยสามารถช่วยปิดจุดบอดเราได้เยอะ

ข้อเสนอเหล่านี้ก็เลยเป็นเหตุผลให้เราตกลงใจทำธุรกิจกับเค้าไป แหม ๆ กำลังมันส์เชียว...

 แต่ว่าวันนี้ขอพอแค่นี้ก่อนนะจ๊ะ ขอพักก่อนต้องไปปฏิบัติภาระกิจแล้ว ติดตามเล่ห์กลโกงต่อในตอนหน้า เร็ว ๆนี้แหล่ะค๊า วันนี้ วัสดีจ้า ด้วยความปรารถณาดี จากแม่ค้าจ๊ะจ๋า 31 สิงหาคม 2552.  

หมายเหตุ เรื่องที่เล่ามานี้เป็นประสบการณ์ตรงของผู้เล่า ซึ่งผ่านมาประมาณ 2 ปีแล้ว รับรองไม่ใช่เรื่องแต่งแต่ประการใด วัตถุประสงค์การเล่าเรื่องเพื่อเป็นอุธาหรณ์ให้แก่บุคคลทั่วไปที่จะเริ่มอาชีพแม่ค้าตลาดนัด  

edit @ 31 Aug 2009 10:36:08 by แม่ค้าจ๊ะจ๋า

 

 

 

edit @ 11 Sep 2009 10:34:45 by แม่ค้าจ๊ะจ๋า

edit @ 11 Sep 2009 10:35:30 by แม่ค้าจ๊ะจ๋า

แม่ค้าจ๊ะจ๋ากลับมาแล้ว

posted on 21 Jul 2009 09:50 by sundaygirl

ห่างหายไปจากหน้าจอคอมพิวเตอร์นานมาก ๆ ก็เนื่องจากอาชีพแม่ค้านี่แหล่ะค๊า ที่ทำให้โอกาสในการนั่งเมาส์หน้าจอคอมหดหายไปโดยปริยาย แต่ตอนนี้กลับมาแล้วค๊า แฟนคลับที่คอยติดตามอ่านเรื่องราวและประสบการณ์ของอาชีพแม่ค้าในอีกรูปแบบหนึ่งเชิญติดตามตอนต่อไปได้แล้วนะคะ คราวนี้สัญญาว่าจะมาอัพเดทให้อ่านกันบ่อย ๆ

เอาละคะ ความเดิมตอนที่แล้ว หลังจากที่ตัดสินใจลาออกจากงานมาเต็มตัวเพื่อเข้าสู่วงการแม่ค้า ก็ได้เริ่มต้น แล้ว ณ บัดนาว ..

หลังจากที่ลาออกจากงานแล้ว ก็ใช้เวลานอนคิดนั่งคิดอยู่บ้านนานเป็นอาทิตย์เหมือนกันนะ ว่าจะขายไร ขายที่ไหน ไปติดต่อตลาดยังไง หาเงินทุนจากไหนดีฟร่ะ สาระพัดจะคิด แล้วก็อดที่ปอด ๆ ไม่ได้ ยอมรับเลยคะ ว่าตอนนี้ปอด(แหก)มาก ๆ ที่จะไปติดต่องานกับคนที่ไม่รู้จัก สารพัดจะคิดกลัว ก็เลยไม่ยอมออกไปทำอะไร เอาแต่นอนอยู่บ้านไปวัน ๆ กับข้ออ้างสาระพัด ว่า เหนื่อยมั่งหละ ขอพักก่อนนะ ทำงานมานานมากแล้ว, กำลังหาข้อมูลมั่ง โอ๊ย 108 พันเก้าเหตุผล ที่ทำให้ตัวเองไม่ต้องออกไปเจอความจริงข้างนอก

จนสองอาทิตย์ผ่านไป พี่สาวแสนดี 2 คน ทนไม่ได้ ช่วยกันพลักดันและ บังคับกลาย ๆให้ไปช่วยคุมร้านขายเครื่องสำอางค์และอาหารเสริมที่ห้างแห่งหนึ่ง โดยมีข้อแม้ว่าจะยกกิจการให้ถ้าทำให้เกิดกำไรได้ เพราะพี่สาวช่วงนี้นยุ่งกับงานประจำมาก จนไม่มีเวลาไปบริหารจัดการได้เต็มที

ดูดิ ดู ๆๆๆ โอกาสดี ๆ มาแล้ว ยังอิดออด แต่ท้ายสุดก็ตกลงเอาก็เอาว่ะ ไม่มีอะไรต้องเสียนี่ เงินก็ของพี่ของก็ของพี่ แค่ไปบริหารงาน ถ้าได้กำไรก็ได้เงิน เพียงแต่ไม่มีเงินเดือนเท่านั้นเอง

ก็ลงไปลองทำดู นี่เป็นครั้งแรกที่ไปขายของห้างนาน ๆ แบบของเราเอง วันแรก ราคาก็ไม่รู้เรื่อง สรรพคุณสินค้าอะไรก็ไม่รู้เรื่อง นั่งดูพนักงานขาย ทำงานไปแล้วกัน ค่อย ๆ ศึกษาไป โอโห้ ไอ้อาหารเสริมเพื่อความงามของผู้หญิงนี่สารพัดยี่ห้อจริง ๆ วุ้ย

อาทิตย์ผ่านไป ใจลึก ๆ บอกว่าไม่ค่อยชอบเท่าไหร่แฮะ ไอ้การต้องมานั่งเฝ้าร้านในห้างนี่ เวลาเปิดปิดก็ต้องตามห้างกำหนด หยุดขายก็ไม่ได้ ค่าที่ก็แพงโคด ๆ พื้นที่ เมตรกว่า ๆ ค่าเช่า 30000 กว่า โอ๊ย จาเป็นลม กำไรทำได้เท่าไหร่ค่าที่กินหมด คู่แข่งก็เยอะ ขายก็ไม่ได้ดีอะไรเท่าไหร่ เห็นทีอยู่เฉย ๆ จะไม่ได้การแล้ว

ก็เลยตัดสินใจว่าจะต้องออกนอกสถานที่ เอาไปสำรวจสถานที่จริงกันเลยดีกว่า ย่านสีลมนั่นไง ตลาดนัดเยอะดี คนเดินก็เยอะน๊า น่าจะดี ก็เลยไปลองเดินดู ซอยละลายทรัพย์, ตลาดไอทีเอฟ เดินดูไปเรื่อย ๆ จะถามใครดีฟร่ะ ตลาดนี้ไม่มีคนรู้จักสักคน จะถามแม่ค้าเก่า ๆ ที่ขายอยู่ก็ไม่กล้ากลัวโดนด่ากลับ ไม่เอาดีกว่า มองไปมองมา เอ๊ะ มีป้ายประกาศอยู่ ด้านบน เขียนว่า "ติดต่อที่ขายของ โทร. ****** " อ๊า ได้แล้ว จด ๆๆ แอบ ๆ จด กลัวคนรู้ (บ้าเนอะ กลัวอะไรก็ไม่รู้)  โทรดีไม่โทรดี คิด(มาก) อีกแล้ว ก็คนไม่รู้จักนี่หว่า เอ๊า เพื่อปากท้องโทรก็โทร

หลัง่จากโทรสอบถามแล้ว คนจัดให้เอาของมาที่ตลาดตอนเช้า ๆ ลงชื่อไว้ แล้วรอ ๆๆๆๆ ตอนสาย ๆ จะจัดล๊อกให้ลง จำได้เลยว่าครั้งแรก เอากาแฟลดน้ำหนัก กับอาหารเสริมยี่ห้อหนึ่งไปขาย อุปกรณ์ขายอะไรก็ไม่มี นั่งรถไฟฟ้าไป แล้วก็เดิน ๆ หนักเหมือนกันแฮะ แต่ต้องทน อายคนก็อายนะ ไปคนเดียวด้วย ไม่มีเพื่อน ไม่มีคนรู้จัก อาศัยใจ ไปถึงตลาดก็รอ ๆ จนสาย ๆ ได้ที่แหล่ะ อยู่ตรงโซนอาหารเลย ร้อน ก็ร้อน เหม็นควันอาหารก็เหม็นที่ก็แค่เมตรกว่า ๆ เอง ต้องเอาของไปวางไว้แล้วก็ต้องเดินไปยกโต๊ะสำหรับขายของเอง จะเอากี่ตัวก็ยกเองเหอะ รอตอนนั้นไม่รู้ว่ามีเด็กยกให้ หนักวุ้ย แต่ก็ต้องทำ เอา กางโต๊ะ เอาของออกวางเลยเตรียมขายแล้ว แต่ ... นี่ ๆ ยังตั้งร้านไม่ได้นะ (เสียงดังมาจากทางไหนว่ะ) เงยหน้ามองหาต้นเสียง พร้อมกับทำหน้างง ๆ เอ๋อ ๆ ด้วยมั่ง " ไม่รู้เหรอว่าตรงนี้ ต้องตั้งร้านหลัง 10 โมงไปแล้ว" อ๊าว ใครจะไปรู้ฟร่ะ ก็ตรูเพิ่งมาขายใหม่วันแรกนี่หว่า   ก็เลยต้องเก็บของใส่กระเป๋าอย่างเดิม แล้วนั่งรอจนได้ฤกษ์งามยามดี ดูคนข้าง ๆ พอเค้าเริ่มจัดก็ลงมือจัดมั่ง ของมีนิดเดียวเลยจัดไม่นานก็เสร็จ หลังจากนั้นก็นั่ง รอ  ๆ ลูกค้า พร้อม ๆ กับทำใจกล้า ค่อย ๆ ออกเสียงเรียกลูกค้าให้มาดูสินค้าเรา "กาแฟลดน้ำหนักเพื่อสุขภาพไหมค๊า ราคาไม่แพงค๊า " ร้องเรียกอยู่พักนึง ในที่สุดก็มีคนสนใจและลองซื้อ และแล้วเวลาทองก็ผ่านไปอย่างรวดเร็ว บ่ายโมงกว่าๆ ลูกค้าก็หมดแล้ว เพราะส่วนใหญ่เป็นพนักงานย่านนั้นที่ลงมาทานข้าวแทบทั้งนั้น พอหมดเวลาพักก็ค่อย ๆ ทยอยกันกลับไปทำงาน สรุปว่าขายได้เกือบ ๆ พันบาทมั่ง ถ้าจำไม่ผิด หลังจากหักค่าที่ค่ารถแล้ว ก็ไม่เหลือเท่าไหร แต่ก็ผ่านไปสำหรับวันแรก 

บทสรุปสำหรับวันแรกของการออกภาคสนาม

1. อย่ากลัวที่จะทำมาหากิน

2. อย่าอายที่จะทำมาหากิน

3. อย่ากังวลที่จะทำมาหากิน

4. อย่าลืมผูกมิตรกับแม่ค้าข้าง ๆ นะจ๊ะ นี่แหล่ะคือขุมพลังทางพันธมิตรที่ดีที่สุดของอาชีพแม่ค้าเลย จริง ๆ นะ

5. อย่าสนใจว่าใครจะมองเรายังไง เพราะ จริง ๆ แล้ว แม่ค้าก็รู้สึกคล้าย ๆ กันทั้งนั้นแหล่ะ แล้วก็ไม่ต้องสนใจกับสายตาคนอื่น ๆ หรอก เพราะจริง ๆ แล้วเค้าแค่มองผ่าน ๆ เท่านั้น ที่น่ากลัวคือความรู้สึกนึกคิดของเราต่างหากที่ทำให้ทุกอย่างมันยากไปหมด ถ้าเราสู้แต่ทำแบบไม่คิดมากทุก ๆ อย่างจะง่ายขึ้นจริงๆ

6. อย่ากลัวที่จะไปถามกับแม่ค้าเรื่องติดต่อสถานที่ ถามไปเลย แม่ค้าสมัยนี้ส่วนใหญ่น่ารัก ๆ ทั้งน๊าน บอกง่ายๆไม่น่ากลัวเหมือนอดีตอันไกลโพ้น  และ คนจัดก็ไม่ได้น่ากลัวด้วย ถึงบางคนบางที่อาจจะขี้เก๊กอยู่บ้างก็เหอะ

เอาหล่ะ วันนี้ขอจบแค่นี้นะจ๊ะ แล้วจะรีบกลับมาอัพเดทข้อมูลให้อ่านกันอีก ยังมีอีกเพียบเลย สัญญาค่ะ

แม่ค้าจ๊ะจ๋า

 

 

 

ได้ฤกษ์งามยามดีซะดี วันนี้มีช่วงว่างก่อน ออกไปปฏิบัติภารกิจ แม่ค้า(ตลาดนัด) เลยแวะมาอัพบล๊อคซะหน่อย เอาล่ะ เริ่มกันเลยละกันนะเคอะ

 

     จุดเริ่มต้นการก้าวสู่วิถีอาชีพแม่ค้าของฉัน ก็คงเหมือนหรือคล้าย ๆ กันเพื่อนแม่ค้าหลาย ๆ คน คือ เริ่มจาก.. สาเหตุ การเบื่องาน, เบื่อเพื่อนร่วมงาน (ที่พยายามทำตัวเหมือนเป็นเจ้านายคนที่ 2 ที่ 3,4, 5 ...),  งานไม่ก้าวหน้าไม่ท้าทายความสามารถ, เงินเดือนไม่พอใช้, ทะเลาะกับเจ้านาย(งี่เง่า) และอื่น ๆ อีกมากมาย ซึ่งก็ล้วนแต่เป็นเหตุผลยอดฮิตทั้งนั้นเลย ใช้ม๊า ^++^

      แต่ก่อนที่จะตัดสินใจออกจากงานมาเป็นแม่ค้า ฉันเอง ก็ต้องใช้เวลาในการคิด ๆ ๆ ๆ  ๆ (นานมาก..กกกกกก)  แล้วตัดสินใจเป็นปี ๆ ถึงหลาย ๆ ปีกันเลยทีเดียว

      เริ่มจาก ปีแรกที่คิดอยากเป็นแม่ค้า คิดวางแผนเก็บเงินไว้เป็นทุนรอน ยืดเวลาไปอีกปี (ทั้ง ๆ ที่ทั้งปีที่ผ่านไปก็ไม่เคยเก็บเงินได้สักบาท ต้องมีเรื่องให้ใช้เงินตลอดเวลา ให้ตายซิ)

      ปีที่ 2  คิดอีกแล้ว จะขายอะไรดีหว่า ? ขายให้ใคร ? ไปขายที่ไหนดี ? โอ๊ย ! ยังไม่รู้จะเริ่มต้นยังไงดี ต้องคิดให้รอบคอบ อีกที คิดวางแผนต่อไป ต้องรอบคอบ ๆ คิด ๆ ๆ ๆ จนหมดปีที่ 2 ก็ยังไม่ได้เป็นแม่ค้าซะที เฮ้อ !!!!

      ปีที่ 3  คิดอีกแล้ว อยากเป็นแม่ค้าเหลือเกิน แต่ !!!...ว่าการไปขายของนี่รายได้จะอยู่รอดหรือเปล่านี่ ? เงินจะพอยาไส้ไหม๊ ?  คิดไปคิดมา เสียดายเงินเดือนเหมือนกันแฮะ ไหนจะสิทธิ์ลาพักร้อนอีกหล่ะ, แล้วความอายคนรู้จักอายเพื่อนว่ะ กลัวล้มเหลว ความไม่กล้าเสี่ยง, ไม่กล้าที่จะเดินไปขอลาออก, และอีกสารพัด 108 ความกังวล..  โอ๊ย ! คิดไม่ตก ตัดสินใจไม่ได้ซะที งั้นทนทำงานต่อไปอีกสักพักแล้วกัน เป็นการซื้อเวลาให้ตัวเอง ต่อไปอีกปี

      ทนทำงาน หลอกตัวเองไปเรื่อย ๆ ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้มีอะไรดีขึ้นเลย นอกจากความรู้สึกที่แย่ลง ๆ หมดไฟทำงาน เงินก็ยังไม่พอใช้เหมือนเดิม  และแล้ว ก็ถึงเวลาซะที วันที่ไถ่ตัวเองออกจากกับดักของการเป็นมนุษย์เงินเดือน มาสู่อาชีพแม่ค้า อย่างเต็มภาคภูมิ ทั้ง ๆ ที่มีเงินทุนไว้เริ่มต้นไม่ถึง หมื่นบาทด้วยซ้ำไป น่าสมเพชตัวเองชะมัดเลย ถ่วงเวลามาตั้งหลายปี วางแผนเก็บเงิน แต่ก็ไม่สำเร็จ เงินแค่นี้ซื้ออุปกรณ์อย่างเดียวก็แทบจะไม่พอแล้ว 

       แต่เมื่อฉัน ตัดสินใจแน่นอนแล้ว ก็ลุยหน้าอย่างเดียวไม่มีการถอยหลังเด็ดขาด  รวบรวมความกล้าไปขอลาออกจากงาน, เคลียร์งานภาระหน้าที่ให้เรียบร้อย เตรียมตัวเตรียมใจให้พร้อมสำหรับอาชีพใหม่ที่เราเลือกไว้ โดยที่ยังไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นยังไง...  แล้ววันที่ 1 พ.ค. 50 ฉันก็เป็นอิสระซะที เย้ !!! คราวนี้จะได้เป็นแม่ค้าสมใจซะที ..

*** คราวหน้าจะมาบอกเล่าการเริ่มต้นอาชีพแม่ค้า ที่มีเงินทุนไม่ถึงหมื่นบาทว่าจะเริ่มต้นได้อย่างไร อย่าพลาดนะจ๊ะ *** เจอกันใหม่คราวหน้าค๊า

 

 

    

แม่ค้ามาแล้วจ๊ะ

posted on 13 Jul 2008 20:51 by sundaygirl
แม่ค้ามาแล้วจ้า มาบอกเล่าเรื่องราวและประสบการณ์การค้าขายตามตลาดนัด มีทั้งเรื่องดีและเรื่องผิดหวัง มาเล่าสู่กันฟัง สำหรับคนที่อยากรู้เรื่องของแม่ค้า รอให้มีวันว่าง ๆ จะมาทยอยอัพเดทให้อ่านกันต่อไป อดใจรอกันสักนิด

ยินดีต้อนรับเข้าสู่ exteen

posted on 12 Jul 2008 20:44 by sundaygirl

เรื่องนี้เป็นเพียงตัวอย่างการใช้งานเท่านั้น คุณสามารถลบเรื่องนี้แล้วเริ่มต้นเขียนบล็อกได้เลย

ขอให้สนุกกับการใช้บล็อก